ระบบปรับอากาศแบบ VRV / VRF เหมาะกับอาคารที่ต้องการควบคุมหลายโซน เพราะสามารถปรับกำลังตามภาระความเย็นของแต่ละพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอาการไม่เย็น อุณหภูมิไม่ลง เย็นบ้างไม่เย็นบ้าง หรือค่าไฟสูงผิดปกติ สาเหตุจำนวนมากไม่ได้เกิดจากเครื่องเสียแบบเฉียบพลันเสมอไป แต่มักเกี่ยวข้องกับคุณภาพการไหลเวียนอากาศ การระบายความร้อนฝั่งคอยล์ร้อน ปริมาณสารทำความเย็น และการตั้งค่าการควบคุมให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของอาคาร หากตรวจเช็คอย่างเป็นลำดับ จะหาต้นเหตุได้เร็ว ลดการหยุดระบบ และแก้ไขได้คุ้มค่ากว่าการลองผิดลองถูก
ภาพรวมสาเหตุหลักที่ทำให้ VRV / VRF ไม่เย็นและกินไฟ
อาการไม่เย็นและกินไฟของ VRV / VRF มักอยู่ใน 4 กลุ่มสาเหตุหลัก ดังนี้
- การไหลเวียนอากาศไม่เพียงพอ ทำให้คอยล์เย็นแลกเปลี่ยนความร้อนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความเย็นไปไม่ถึงพื้นที่ และระบบต้องทำงานนานขึ้น
- การระบายความร้อนฝั่งคอยล์ร้อนไม่ดี เช่น คอยล์ร้อนสกปรก มีสิ่งกีดขวาง หรือระยะห่างรอบเครื่องไม่เหมาะสม ทำให้ความร้อนระบายออกยาก อุณหภูมิการควบแน่นสูงขึ้น และใช้พลังงานมากขึ้น เอกสารเชิงเทคนิคด้านการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศระบุว่า คอยล์ร้อนสกปรกสามารถทำให้กำลังความเย็นลดลงและกำลังไฟเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- สารทำความเย็นผิดปกติหรือมีการรั่ว เช่น เติมมากเกินไป เติมน้อยเกินไป หรือมีการรั่ว ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานตามที่ออกแบบไว้และส่งผลต่อประสิทธิภาพ งานวิจัยของ NIST ชี้ว่าปัญหาที่พบบ่อย เช่น สารทำความเย็นน้อยเกินไป สารทำความเย็นมากเกินไป การไหลเวียนอากาศต่ำ และท่อลมรั่ว มีศักยภาพทำให้สมรรถนะตกและเพิ่มการใช้พลังงานรายปีอย่างมีนัยสำคัญ
- การควบคุมและการใช้งานไม่สอดคล้องกับลักษณะอาคาร เช่น การตั้งอุณหภูมิต่ำเกินจำเป็น โหมดทำงานไม่เหมาะสม ตารางเวลาเปิดปิดไม่สัมพันธ์กับการใช้งานจริง หรือการจัดโซนควบคุมไม่สมดุล ทำให้ระบบทำงานหนักและยาวนานโดยไม่จำเป็น
เช็คลิสต์ตรวจอาการแบบหน้างานจริง
อาการที่ 1 ลมออกน้อย เย็นช้า เย็นไม่ทั่วพื้นที่
สาเหตุที่พบบ่อย
- แผ่นกรองอากาศสกปรกหรืออุดตัน
- คอยล์เย็นสกปรกทำให้อากาศผ่านยาก
- พัดลมหรือมอเตอร์ของชุดภายในทำงานผิดปกติ
- ระบบท่อลมมีการรั่ว มีการอุดตัน หรือแดมเปอร์ปิดค้าง
- พื้นที่ใช้งานมีการปิดกั้นทางลม เช่น ปิดช่องลม หรือกั้นผนังใหม่จนแนวทางลมเปลี่ยน
วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น
- ตรวจสภาพแผ่นกรองอากาศ หากสกปรกมากให้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนตามรอบ
- ตรวจแรงลมที่ช่องจ่ายลม เปรียบเทียบโซนที่เย็นกับโซนที่ไม่เย็น
- ตรวจว่ามีการปิดช่องลมหรือมีสิ่งของบังช่องลมหรือไม่
- หากเป็นระบบท่อลม ให้ตรวจรอยรั่วที่ข้อต่อและแนวท่อ รวมถึงตรวจแดมเปอร์ว่าทำงานปกติ
ทำไมจึงกินไฟ?
เมื่ออากาศผ่านคอยล์เย็นได้น้อย ความสามารถในการดึงความร้อนออกจากพื้นที่ลดลง ระบบต้องทำงานนานขึ้นเพื่อให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้ง ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น งานอ้างอิงด้านความผิดพลาดในการติดตั้งของ NIST ระบุว่าการไหลเวียนอากาศต่ำและท่อลมรั่วเป็นกลุ่มปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงและการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
อาการที่ 2 ระบบเหมือนทำงานตลอด แต่ห้องไม่ถึงอุณหภูมิ และค่าไฟสูง
สาเหตุที่พบบ่อย
- คอยล์ร้อนสกปรก มีฝุ่นหนา หรือมีคราบที่ลดการถ่ายเทความร้อน
- พัดลมคอยล์ร้อนทำงานผิดปกติ หรือมีสิ่งกีดขวางทางลม
- พื้นที่ติดตั้งคอยล์ร้อนอับลม ระยะห่างรอบเครื่องไม่เพียงพอ
- ครีบคอยล์ร้อนบุบหรือเสียรูป ทำให้การไหลของอากาศลดลง
วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น
- ตรวจสภาพคอยล์ร้อนด้วยสายตา หากมีฝุ่นเกาะหนาควรวางแผนล้างคอยล์ร้อน
- ตรวจว่ามีสิ่งกีดขวางด้านหน้าและด้านหลังคอยล์ร้อนหรือไม่
- ตรวจพัดลมคอยล์ร้อนว่าหมุนปกติ ไม่มีเสียงผิดปกติ และไม่มีการสั่นสะเทือน
ทำไมจึงกินไฟ?
เมื่อคอยล์ร้อนสกปรก อุณหภูมิการควบแน่นมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้กำลังความเย็นลดลงและใช้พลังงานมากขึ้น เอกสารข้อเท็จจริงด้านการทำความสะอาดคอยล์ระบุผลกระทบเชิงปริมาณ เช่น ความสามารถในการทำความเย็นลดลงและการใช้กำลังไฟเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิการควบแน่นสูงขึ้นจากคอยล์สกปรก
อาการที่ 3 เย็นบางโซน แต่บางโซนไม่เย็น หรือเย็นไม่สม่ำเสมอ
สาเหตุที่พบบ่อย
- การจัดโซนและการควบคุมไม่สมดุล เช่น บางโซนตั้งอุณหภูมิต่ำมาก ขณะที่อีกโซนตั้งสูง ทำให้การจัดสรรกำลังไม่เหมาะสม
- เซ็นเซอร์อุณหภูมิอ่านค่าคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งติดตั้งที่ไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ประตู ใกล้แหล่งความร้อน หรือโดนลมเป่าโดยตรง
- ชุดภายในบางตัวมีปัญหาด้านอุปกรณ์ควบคุมการไหลของสารทำความเย็น หรืออุปกรณ์ควบคุมทำงานผิดปกติ
- มีการปรับปรุงพื้นที่หน้างาน เช่น กั้นห้องใหม่ เพิ่มจำนวนคน หรือเพิ่มแหล่งความร้อน ทำให้โหลดจริงเปลี่ยนไปจากที่ออกแบบ
วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น
- ตรวจค่าอุณหภูมิที่ตั้งและโหมดการทำงานของแต่ละโซนให้สอดคล้องกัน
- ตรวจตำแหน่งเซ็นเซอร์ว่าไม่ได้อยู่ในจุดที่ทำให้ค่าคลาดเคลื่อน
- ตรวจการแจ้งเตือนหรือรหัสความผิดปกติของชุดภายในที่มีปัญหา และบันทึกข้อมูลเพื่อให้ทีมช่างวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น
อาการที่ 4 ค่าไฟสูงขึ้นหลังล้างแอร์หรือหลังซ่อมบำรุง
สาเหตุที่พบบ่อย
- ล้างเฉพาะคอยล์เย็น แต่คอยล์ร้อนไม่ได้ล้าง ทำให้ฝั่งระบายความร้อนยังติดขัด
- ค่าการตั้งค่าของตัวควบคุมเปลี่ยน เช่น ตารางเวลาเปิดปิดถูกแก้ไข อุณหภูมิตั้งถูกลดลง หรือโหมดการทำงานไม่เหมาะสม
- ขั้นตอนงานสารทำความเย็นไม่สมบูรณ์ เช่น การทำสุญญากาศไม่เหมาะสม หรือการเติมสารทำความเย็นไม่ถูกต้อง
วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น
- ตรวจบันทึกงานซ่อมว่าได้ทำงานเกี่ยวกับสารทำความเย็นหรือไม่ และมีบันทึกค่าการทำงานก่อนและหลังหรือไม่
- ตรวจการตั้งค่าตัวควบคุม โดยเฉพาะตารางเวลาและโหมดการทำงาน
- หากค่าไฟเพิ่มขึ้นชัดเจนและมีอาการไม่เย็นร่วมด้วย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจวัดสมรรถนะระบบ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยและการบำรุงรักษาเชิงเทคนิค
อาการที่ 5 น้ำหยด กลิ่นอับ ความชื้นสูง
สาเหตุที่พบบ่อย
- ท่อน้ำทิ้งอุดตัน เดินท่อไม่ถูกความลาดเอียง หรือมีจุดคอหัก
- ถาดรองน้ำทิ้งสกปรกและมีเชื้อรา
- การไหลเวียนอากาศต่ำทำให้ความชื้นสะสม
วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น
- ตรวจการไหลของน้ำทิ้งว่าระบายได้จริง
- ตรวจสภาพถาดน้ำทิ้งและทำความสะอาดตามรอบ
- หากเกิดซ้ำ ควรทบทวนแนวเดินท่อน้ำทิ้งและตำแหน่งท่อ รวมถึงตรวจสาเหตุ airflow ต่ำร่วมด้วย
แนวทางป้องกันด้วยการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
เพื่อให้การตรวจรับระบบ VRV / VRF มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงค่าไฟบานปลาย ควรวางมาตรฐานการดูแลเป็นรอบ ดังนี้
ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศและตรวจความสะอาดคอยล์เย็นตามรอบการใช้งาน
ล้างคอยล์ร้อนและตรวจสภาพทางลมรอบคอยล์ร้อนตามรอบ เพราะคอยล์สกปรกส่งผลต่อกำลังความเย็นและการใช้พลังงาน
ตรวจระบบน้ำทิ้งเพื่อป้องกันน้ำหยดและความอับชื้น
ติดตามแนวโน้มการใช้พลังงานรายเดือนร่วมกับรูปแบบการใช้งานจริง เพื่อจับความผิดปกติได้เร็ว
ทบทวนการตั้งค่าตัวควบคุม เช่น ตารางเวลา โหมดการทำงาน และการตั้งค่าอุณหภูมิให้เหมาะกับการใช้งานจริงของอาคาร
ตรวจการรั่วและความเหมาะสมของปริมาณสารทำความเย็นโดยผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากปริมาณสารทำความเย็นที่ไม่เหมาะสมกระทบต่อประสิทธิภาพอย่างชัดเจน
ทำการตรวจรับระบบและการทดสอบปรับแต่งให้ได้ตามที่ออกแบบ โดยแนวคิดการตรวจรับและการว่าจ้างระบบมีเป้าหมายเพื่อให้ระบบถูกติดตั้ง ทดสอบ และใช้งานได้ตามความต้องการของเจ้าของอาคาร
กรณีที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจทันที
- มีรหัสความผิดปกติหรือการแจ้งเตือนขึ้นซ้ำ
- ระบบตัดบ่อย หรือคอยล์ร้อนมีอาการผิดปกติ เช่น พัดลมไม่หมุนหรือมีเสียงสั่นแรง
- สงสัยการรั่วของสารทำความเย็น หรือมีอาการแช่แข็งผิดปกติ
- ค่าไฟเพิ่มขึ้นมากร่วมกับอาการไม่เย็น และไม่ดีขึ้นหลังทำความสะอาดและปรับการตั้งค่าเบื้องต้น
*หมายเหตุ งานไฟฟ้าและงานเกี่ยวกับสารทำความเย็นควรให้ผู้มีความเชี่ยวชาญดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและเพื่อไม่ให้ระบบเสียหายเพิ่มเติม
สรุป
อาการ VRV / VRF ไม่เย็นและกินไฟส่วนใหญ่มักมีต้นเหตุจาก airflow ต่ำ การระบายความร้อนฝั่งคอยล์ร้อนติดขัด ปริมาณสารทำความเย็นผิดปกติ และการตั้งค่าการควบคุมที่ไม่เหมาะกับการใช้งานจริงของอาคาร การตรวจเช็คแบบเป็นขั้นตอนจะช่วยแยกสาเหตุได้เร็ว ลดเวลาหยุดระบบ และทำให้การแก้ไขคุ้มค่ากว่าการลองผิดลองถูก
เอกสารอ้างอิง
National Institute of Standards and Technology, Sensitivity Analysis of Installation Faults on Heat Pump Performance, NIST Technical Note 1848. [nvlpubs.nist.gov]
National Institute of Standards and Technology, Effect of Installation Faults on Air to Air Heat Pump Performance (สรุปผลความผิดพลาดสำคัญ เช่น ท่อลมรั่ว สารทำความเย็นน้อยเกิน สารทำความเย็นมากเกิน และ airflow ต่ำ). [nist.gov]
NREL, Measure Guideline Air Conditioner Diagnostics, Maintenance, and Replacement (ข้อมูลภาคสนามเกี่ยวกับปัญหาสารทำความเย็นและ airflow ที่ไม่ถูกต้อง และแนวทางการวินิจฉัย).[nrel.gov]
Energy.gov.au, Factsheet The Importance of Cleaning Coils (ผลกระทบของคอยล์สกปรกต่ออุณหภูมิการควบแน่น กำลังความเย็น และพลังงานที่ใช้). [energy.gov.au]
U.S. Department of Energy FEMP, HVAC Maintenance and Technologies (ข้อมูลเชิงกราฟและแนวคิดผลกระทบของคอยล์สกปรกต่อประสิทธิภาพ). [energy.gov]
ASHRAE Standard 202, Commissioning Process for Buildings and Systems (กรอบแนวคิดการตรวจรับและการว่าจ้างระบบ). [ashrae.org]
ASHRAE, The Strategic Guide to Commissioning (คุณค่าและแนวคิดการตรวจรับระบบให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของอาคาร). [ashrae.org]






