งานรื้อถอนภายในอาคาร และ งานคืนอาคาร เป็นขั้นตอนสำคัญในการปรับปรุงหรือยุติการใช้งานโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและความพร้อมในการใช้งานพื้นที่ในอนาคต ทั้ง “งานรื้อถอนภายในอาคาร” (Interior Demolition) และ “งานคืนอาคาร” (Reinstatement) ต่างก็ต้องดำเนินการอย่างมืออาชีพ มีการวางแผนที่รอบคอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายและปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา บทความนี้จะอธิบายความหมายของงานรื้อถอนภายในอาคาร โรงงาน เหตุผลและสถานการณ์ที่จำเป็นต้องรื้อถอน ขั้นตอนการดำเนินงานและข้อควรระวัง รวมถึงมาตรฐานหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการรื้อถอน เช่น การใช้หุ่นยนต์, การควบคุมฝุ่น, และ ระบบ BIM เพื่อให้เจ้าของอาคารเข้าใจภาพรวมและความสำคัญของงานเหล่านี้
ความหมายของ งานรื้อถอนภายในอาคาร โรงงาน และ งานคืนอาคาร
งานรื้อถอนภายในอาคาร โรงงาน หมายถึง การรื้อถอนหรือถอดถอนสิ่งปลูกสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในตัวอาคารโรงงานโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างหลักของอาคาร ตัวอย่างเช่น การรื้อถอนผนังภายใน Partition ระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ติดตั้งอื่น ๆ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการใช้งานใหม่หรือการปรับปรุงรีโนเวชัน การรื้อถอนภายในมักเป็นขั้นตอนแรกในโครงการปรับปรุงโรงงาน โดยเฉพาะในงานรีโนเวตที่ต้องจัดการกับสภาพเดิมของพื้นที่ก่อนจะเริ่มก่อสร้างงานใหม่ต่อไป งานรื้อถอนภายในจึงมีความสำคัญในการเปิดพื้นที่และนำสิ่งที่ไม่ต้องการออก ให้โครงสร้างอาคารพร้อมสำหรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ใหม่
ส่วน งานคืนอาคาร หมายถึง กระบวนการปรับปรุงหรือรื้อถอนสิ่งที่ผู้เช่าได้ติดตั้งภายในอาคารเช่าหรือโรงงาน แล้วคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาเหมือนเดิมตามที่ได้รับก่อนการตกแต่งหรือใช้งาน พูดง่าย ๆ คือทำให้พื้นที่กลับมาเป็น “พื้นที่เปล่า” พร้อมส่งมอบคืนแก่เจ้าของอาคารตามเงื่อนไขสัญญาเช่า การรื้อถอนผนังเบา ฝ้าเพดาน ระบบไฟฟ้าแสงสว่างชั่วคราว หรือฐานเครื่องจักรที่ผู้เช่าติดตั้งเพิ่มเติม ให้เหลือเพียงโครงสร้างพื้นฐานเดิมของอาคาร โรงงานหลายแห่งที่หมดสัญญาเช่าจำเป็นต้องดำเนินงานคืนอาคาร เพื่อให้สถานที่กลับสู่สภาพพร้อมใช้งานโดยเจ้าของใหม่หรือนำไปปล่อยเช่าต่อไป
เหตุผลและความสำคัญของงานรื้อถอนภายในอาคาร
มีหลายสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องดำเนินงานรื้อถอนภายในอาคารโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหรือแก้ไขการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และเพื่อความปลอดภัย ได้แก่:
- ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่: โรงงานที่ต้องการเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือปรับ layout ใหม่ อาจต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างภายใน เช่น ผนังห้อง เครื่องจักรเก่า หรือโครงสร้างชั้นลอย เพื่อให้สอดคล้องกับฟังก์ชันการผลิตใหม่ นอกจากนี้ หากต้องการสร้างหรือขยายส่วนการผลิต ก็จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ภายในเดิมออกก่อน การรื้อถอนภายในจึงเป็นขั้นตอนต้นน้ำของการก่อสร้างหรือปรับปรุงใหม่ในพื้นที่เดิม
- อาคารเก่าเสื่อมสภาพหรือไม่ปลอดภัย: เมื่อใช้งานโรงงานมายาวนาน อาจมีส่วนประกอบภายในที่เสื่อมโทรมหรือไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย เช่น พื้นที่เก็บของที่ผุพัง โครงสร้างเหล็กเป็นสนิม ระบบท่อสารเคมีที่เสื่อมสภาพ เป็นต้น การรื้อถอนหรือเปลี่ยนส่วนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและการดำเนินงาน หากโครงสร้างบางส่วนของอาคารเสื่อมจนเป็นอันตราย การรื้อถอนส่วนนั้นออกจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้
- ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านผังเมือง: ในบางกรณี อาจมีข้อกฎหมายหรือข้อบังคับจากหน่วยงานรัฐที่ห้ามใช้อาคารบางส่วนหรือกำหนดให้ต้องเปลี่ยนแปลง เช่น การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่หวงห้าม หรือแก้ไขอาคารให้สอดคล้องกับผังเมืองและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าของโรงงานอาจต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางอย่างภายในเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การนำวัสดุอันตรายออกจากพื้นที่ตามคำสั่งหน่วยงานสิ่งแวดล้อม
- คืนพื้นที่เมื่อหมดสัญญาเช่า (งานคืนอาคาร): กรณีที่โรงงานหรือพื้นที่อุตสาหกรรมถูกเช่าใช้งาน เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เช่ามักมีภาระผูกพันที่จะต้องคืนพื้นที่ให้กับผู้ให้เช่าในสภาพเดิม งานคืนอาคาร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรื้อถอนโครงสร้างหรือสิ่งติดตั้งที่ผู้เช่าสร้างเพิ่ม เช่น สำนักงานชั่วคราว ห้องน้ำเพิ่มเติม ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ฯลฯ ให้พื้นที่กลับมาโล่งและตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า หากผู้เช่าไม่ดำเนินการคืนสภาพ อาจผิดเงื่อนไขและต้องเสียค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายในการที่เจ้าของต้องมาจัดการเอง
- จัดการอาคารรกร้างหรือชำรุด: โรงงานหรือคลังสินค้าบางแห่งที่เลิกใช้งานและถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลานาน กลายเป็นจุดเสี่ยงต่อชุมชน (เช่น กลายเป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีโครงสร้างที่อาจพังถล่ม) การรื้อถอนภายในหรือทั้งอาคารเป็นวิธีหนึ่งในการกำจัดความเสี่ยงนี้ เพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ
จากเหตุผลข้างต้น จะเห็นได้ว่างานรื้อถอนภายในอาคารมีบทบาทสำคัญในการจัดการวงจรชีวิตของอาคารโรงงาน ตั้งแต่การเตรียมการสำหรับพัฒนาพื้นที่ใหม่ การบำรุงรักษาความปลอดภัยของโครงสร้าง ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและสัญญา การมองข้ามหรือละเลยงานรื้อถอนอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการปรับปรุงโครงการ ปัญหาทางกฎหมาย หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้
ขั้นตอนและข้อควรระวังในการรื้อถอนภายในอาคารโรงงาน
การดำเนินงานรื้อถอนภายในอาคารโรงงานต้องอาศัยการวางแผนและขั้นตอนปฏิบัติที่รัดกุม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนี้:
- สำรวจและประเมินสภาพอาคาร: ก่อนเริ่มรื้อถอน ทีมงานวิศวกรและผู้รับเหมาควรเข้าสำรวจโครงสร้างอาคารอย่างละเอียด ตรวจสอบความแข็งแรงของพื้นและคาน ดูว่ามีส่วนใดเชื่อมต่อกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ รวมถึงตรวจระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า แก๊ส และสารเคมี เพื่อระบุจุดเสี่ยงและวางแผนการรื้อถอนที่ปลอดภัย หากเป็นอาคารเก่า ควรพิจารณาด้วยว่ามีวัสดุอันตรายอย่างแร่ใยหิน (แอสเบสตอส) หรือตะกั่วอยู่หรือไม่ เพื่อจัดการอย่างเหมาะสม
- การขออนุญาตและเอกสารที่เกี่ยวข้อง: ในประเทศไทย หากอาคารเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น สูงเกิน 15 เมตร หรือมีพื้นที่ใช้สอยเกิน 200 ตร.ม. หรือเป็นอาคารสาธารณะ จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตรื้อถอนต่อหน่วยงานท้องถิ่น (สำนักงานเขต/เทศบาล) ก่อนดำเนินการ ผู้ขอจะต้องเตรียมเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาโฉนดที่ดิน แปลนผังอาคาร หนังสือรับรองวิศวกร และแบบคำขออนุญาต (แบบ อ.1) ยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อได้รับอนุมัติ (กระบวนการพิจารณาประมาณ 30 วัน) จึงจะเริ่มงานได้อย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีความชำนาญและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน
- เตรียมพื้นที่และมาตรการความปลอดภัยหน้างาน: หลังได้รับอนุญาตหรือก่อนเริ่มงาน ควรดำเนินการปิดล้อมพื้นที่หน้างานให้ชัดเจน กั้นแนวรั้ว ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้า รวมถึงติดป้ายเตือนอันตรายโดยรอบ นอกจากนี้ต้อง ตัดหรือปิดระบบสาธารณูปโภค ที่เกี่ยวข้อง เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบแก๊ส และระบบดับเพลิงชั่วคราว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อต แก็สรั่ว หรือระบบฉีดน้ำทำงานระหว่างรื้อถอน ทีมงานควรจัดเตรียมอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล (PPE) เช่น หมวกนิรภัย ถุงมือ รองเท้าเซฟตี้ หน้ากากกรองฝุ่น และสายรัดนิรภัยสำหรับทำงานที่สูง ให้แก่คนงานทุกคน และจัดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) คอยกำกับดูแลหน้างานตลอดเวลา
- กระบวนการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ: การรื้อถอนภายในอาคารควรดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่วิศวกรกำหนด เช่น เริ่มจากส่วนที่ไม่รับน้ำหนักก่อน (เช่น งานฝ้า เพดาน วัสดุตกแต่ง) แล้วจึงค่อย ๆ รื้อผนังหรือพื้นภายใน โดยหากเป็นอาคารหลายชั้น มักเริ่มจากชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงภาระน้ำหนักที่มากระทำต่อโครงสร้างด้านล่าง ในระหว่างการรื้อถอน ต้องควบคุมฝุ่น เสียง และแรงสั่นสะเทือน ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงเกินควรมาตรฐานที่กำหนด เช่น ใช้ผ้าใบหรือแผงกั้นฝุ่นล้อมจุดรื้อถอนตลอดแนว ฉีดพรมละอองน้ำเป็นระยะเพื่อลดฝุ่นฟุ้งกระจาย ติดตั้งเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรมหรือพัดลมดูดอากาศแบบแรงดันลบสำหรับงานภายในอาคาร และหลีกเลี่ยงการทำงานที่เสียงดังในเวลานอกเหนือที่กฎหมายอนุญาต นอกจากนี้ควรมีการตรวจวัดสั่นสะเทือนและเสียงในชุมชนใกล้เคียง หากเกินค่ามาตรฐานต้องหยุดและปรับวิธีการ
- การจัดการเศษวัสดุและของเสีย: เมื่อรื้อถอนแต่ละส่วน จะเกิดเศษวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก เช่น คอนกรีต อิฐ เศษไม้ เหล็ก กระจก และขยะอันตรายบางประเภท การจัดการเศษวัสดุเหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นระบบ แยกประเภทของวัสดุ ตั้งแต่ต้นทางเพื่อความปลอดภัยและง่ายต่อการนำไปกำจัดหรือรีไซเคิลต่อไป โลหะและเหล็กสามารถรวบรวมเพื่อนำไปรีไซเคิลขายต่อ โรงงานหลายแห่งอาจมีคุณค่าวัสดุเหลือใช้ที่ขายได้ช่วยลดต้นทุน ส่วนเศษคอนกรีตสามารถนำไปบดใช้เป็นวัสดุถมใหม่ได้ ในขณะที่ขยะอันตราย (เช่น ฉนวนใยหิน สารเคมีตกค้าง) ต้องบรรจุห่อและกำจัดตามวิธีที่กฎหมายกำหนดโดยผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ควรวางแผนเส้นทางและวิธีการขนย้ายเศษวัสดุออกจากไซต์งานโดยไม่ทำให้ถนนหรือพื้นที่สาธารณะเลอะเทอะ มีการคลุมรถบรรทุกเศษวัสดุป้องกันฝุ่นปลิว รวมถึงทำความสะอาดล้อรถบรรทุกก่อนออกจากไซต์
- ตรวจสอบความเรียบร้อยและทำความสะอาดพื้นที่: หลังเสร็จสิ้นงานรื้อถอน ต้องมีการตรวจสอบว่าไม่มีส่วนใดที่รื้อไม่หมดหรือยังหลงเหลือที่อาจเป็นอันตรายในอนาคต (เช่น เหล็กเส้นแหลมคมที่โผล่จากพื้น) จากนั้นจึงดำเนินการเก็บกวาดเศษเล็กเศษน้อยและทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมดให้เรียบร้อย พื้นที่ที่ผ่านการรื้อถอนควรอยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการดำเนินการขั้นตอนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างใหม่ การติดตั้งเครื่องจักรใหม่ หรือส่งมอบคืนให้เจ้าของอาคาร หากเป็นงานคืนอาคาร ควรถ่ายรูปหรือจัดทำรายงานการคืนสภาพแนบไว้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบกับสภาพก่อนและหลังส่งมอบ
ข้อควรระวังพิเศษ: งานรื้อถอนภายในอาคารมีความเสี่ยงสูง ทั้งความเสี่ยงต่อคนงานและทรัพย์สินรอบข้าง ผู้ควบคุมงานต้องคอยตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างที่เหลืออยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่เป็นการรื้อถอนบางส่วน (ไม่ใช่ทั้งอาคาร) จะต้องระวังไม่ให้ส่วนที่เหลือเสียความมั่นคง จำเป็นต้องมี วิศวกรโครงสร้างผู้ชำนาญ ช่วยคำนวณและกำหนดแนวทางการรื้อถอนอย่างละเอียดตามหลักวิศวกรรม ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีกฎระเบียบ OSHA กำหนดไว้ว่าก่อนการรื้อถอน นายจ้างต้องให้ผู้ชำนาญทำ “แบบสำรวจทางวิศวกรรม” (Engineering Survey) ตรวจสอบสภาพโครงสร้างและความเสี่ยงของอาคาร แล้วจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน ซึ่งเป็นข้อบังคับเพื่อป้องกันการถล่มหรืออุบัติเหตุอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการประชุมชี้แจงแผนงานและมาตรการความปลอดภัยกับทีมงานทุกคนก่อนเริ่มงาน (Toolbox Talk) ทุกวัน และมีแผนฉุกเฉินเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือการบาดเจ็บของคนงาน
มาตรฐานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างมีข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยรองรับอยู่ในหลายประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การรื้อถอนดำเนินไปอย่างปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลัก ๆ มีแนวทางปฏิบัติและกฎหมายดังต่อไปนี้
ประเทศไทย
ประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่ควบคุมเรื่องการรื้อถอนอาคารคือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (และแก้ไขเพิ่มเติม) และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2528) ว่าด้วยการดัดแปลงและรื้อถอนอาคาร กฎหมายเหล่านี้กำหนดเงื่อนไขว่า กรณีใดบ้างที่ต้องขออนุญาตรื้อถอน จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และกรณีใดที่ได้รับยกเว้น โดยทั่วไปอาคารที่เข้าเกณฑ์ต้องขออนุญาต ได้แก่ อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยเกิน 200 ตร.ม. หรือเป็นอาคารประเภทพาณิชย์/สาธารณะทุกชนิด เจ้าของอาคารต้องยื่นคำร้องต่อสำนักงานเขต (ในเขตเทศบาล) หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก่อนดำเนินการ หากฝ่าฝืนรื้อถอนโดยไม่รับอนุญาต จะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และอาจปรับรายวันเพิ่มเติมจนกว่าจะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากอาคารที่รื้อถอนตั้งอยู่ในเขตที่มีความอ่อนไหว (เช่น เขตเมืองเก่า หรือเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ) ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือหน่วยงานอนุรักษ์ที่เกี่ยวข้อง
หลักเกณฑ์ด้านระยะห่าง: อีกเงื่อนไขที่สำคัญตามกฎหมายไทย คือ หากอาคารตั้งอยู่ใกล้ที่ดินผู้อื่นหรือพื้นที่สาธารณะในระยะน้อยกว่า 2 เมตร จะต้องขออนุญาตรื้อถอนเสมอ แต่ถ้าห่างมากกว่า 2 เมตรขึ้นไปและไม่ได้เข้าเกณฑ์อื่น การรื้อถอนอาจไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต ข้อกำหนดนี้เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายที่อาจเกิดกับทรัพย์สินของบุคคลข้างเคียง
มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน: กระทรวงแรงงานและหน่วยงานความปลอดภัยไทยมีประกาศที่เกี่ยวข้องกับการทำงานรื้อถอนอย่างปลอดภัย เช่น กำหนดให้ผู้รับเหมาจัดหา PPE ที่เหมาะสมให้คนงาน (หมวกนิรภัย แว่นตา รองเท้า ถุงมือ เข็มขัดนิรภัย ฯลฯ) ติดตั้งนั่งร้านหรือทางเดินชั่วคราวที่มั่นคงในจุดที่ต้องทำงานที่สูง จัดทำแผงกั้นหรือหลังคาป้องกันเศษวัสดุตกหล่นบริเวณทางเดินสาธารณะ รวมถึงจัดทำประกันความเสียหายต่อบุคคลภายนอกในกรณีโครงการใหญ่ เป็นต้น ผู้ควบคุมงานรื้อถอนในประเทศไทยควรปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมา
สหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกามีมาตรฐานความปลอดภัยในการรื้อถอนที่เข้มงวดโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Occupational Safety and Health Administration (OSHA) ซึ่งเป็นหน่วยงานความปลอดภัยในการทำงานของรัฐบาลกลาง OSHA ได้กำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับงานรื้อถอนไว้ใน มาตรฐาน OSHA 29 CFR 1926 Subpart T – Demolition ที่ระบุวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยในงานรื้อถอนโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการรื้อถอนด้วยเครื่องจักร การรื้อถอนด้วยมือ หรือการใช้วัตถุระเบิด ทั้งนี้ OSHA บังคับให้นายจ้างต้องดำเนินการ “การสำรวจทางวิศวกรรม” โดยผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนเริ่มงาน เพื่อประเมินสภาพอาคาร ความแข็งแรง และระบุอันตรายแฝง (เช่น แอสเบสตอส, ตะกั่วในสี, ระบบไฟฟ้าที่ซ่อนอยู่) ซึ่งข้อกำหนดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุจนมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของข้อบังคับที่มีการอ้างอิงถึงในการตรวจไซต์งานรื้อถอนของ หากฝ่าฝืนไม่นำมาตรการนี้ไปปฏิบัติ นายจ้างอาจถูกปรับและสั่งหยุดงาน
นอกจากการสำรวจโครงสร้าง OSHA ยังมีมาตรฐานย่อยอื่น ๆ เช่น กำหนดวิธีการรื้อถอนบันไดและพื้น (ห้ามรื้อจนโครงสร้างเสียสมดุล), การกำจัดเศษวัสดุผ่านปล่องหรือช่องเปิดพื้น (ต้องมีรางป้องกัน), การจัดเก็บเศษวัสดุไม่ให้กีดขวางเส้นทางหนีไฟ, และข้อกำหนดเรื่องการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ในการทำงานกับสารอันตรายอย่างสารตะกั่วและซิลิก้าที่เกิดจากฝุ่นคอนกรีต เป็นต้น OSHA มุ่งเน้นให้ผู้รับเหมาปฏิบัติตามหรือเกินกว่ามาตรฐานเหล่านี้ เช่น บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านรื้อถอนหลายแห่งลงทุนในระบบ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ บริเวณไซต์งาน หากตรวจพบปริมาณฝุ่นหรือแก๊สเกินเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือก็จะเตือนให้หยุดงานและปรับแผนการทำงานทันที เพื่อความปลอดภัยของคนงานและชุมชนโดยรอบ กล่าวได้ว่าในสหรัฐฯ การรื้อถอนอาคารถูกควบคุมทั้งด้านวิศวกรรมและอาชีวอนามัยอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันเหตุอันตรายและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการรื้อถอนอาคารสูงมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมเมืองที่หนาแน่นและความกังวลเรื่องแผ่นดินไหว กฎหมายและมาตรฐานของญี่ปุ่นกำหนดให้การรื้อถอนอาคารต้องมีการวางแผนที่ลดผลกระทบต่อชุมชน ทั้งเรื่อง เสียง ฝุ่น และความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง อย่างเข้มงวด ผู้รับเหมาญี่ปุ่นจึงได้พัฒนาเทคนิคการรื้อถอนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น เทคนิคการรื้อถอนในอาคารปิดล้อม (Taisei Ecological Reproduction System – Tecorep) ซึ่งผู้รับเหมาญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นสำหรับรื้อถอนตึกสูงโดยคงหลังคาชั้นบนสุดไว้และสร้างโครงครอบปิดชั้นบนสุดด้วยแผงกันเสียง ทำให้งานรื้อถอนดำเนินอยู่ภายในอาคารที่ปิดมิดชิด ลดเสียงและฝุ่นฟุ้งออกสู่ภายนอกอย่างมาก (ลดฝุ่นได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับการรื้อถอนแบบเปิดทั่วไป) เมื่อรื้อถอนโครงสร้างภายในทีละชั้นเสร็จ จะใช้แม่แรงไฮดรอลิกค้ำยันหลังคาชั่วคราวแล้วลดระดับหลังคาลงมา ทำให้ตัวอาคารดูเหมือน “ยุบตัวลง” ทีละชั้นโดยไม่มีเศษวัสดุตกหล่นลงบนถนน ซึ่งปลอดภัยและรบกวนสายตาน้อยกว่าวิธีดั้งเดิม
อีกนวัตกรรมหนึ่งคือ วิธี Kajima Cut and Take Down ซึ่งเป็นการรื้อถอนอาคารจากด้านล่างขึ้นบน (ตรงข้ามกับวิธีปกติที่รื้อจากบนลงล่าง) โดยใช้แม่แรงขนาดใหญ่รองรับอาคารทั้งหลัง เมื่อทำการตัดเสาและโครงสร้างชั้นล่างออกทีละส่วน แม่แรงจะลดระดับอาคารลงมาหนึ่งชั้น วนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งอาคาร “เตี้ยลง” และถูกรื้อจนหมด วิธีนี้ช่วยลดเสียงและฝุ่นได้เช่นกัน อีกทั้งยังเพิ่มอัตราการรีไซเคิลวัสดุเพราะสามารถแยกวัสดุต่าง ๆ ได้เป็นระเบียบ ผลลัพธ์คือ เวลาที่ใช้ในการรื้อถอนลดลงอย่างมาก เช่น อาคารสูง 24 ชั้น (108 เมตร) สามารถรื้อถอนได้ใน 6 เดือนครึ่ง จากที่ปกติต้องใช้เวลาประมาณ 9 เดือน เทคโนโลยีของญี่ปุ่นเหล่านี้สะท้อนถึงมาตรฐานการรื้อถอนที่ให้ความสำคัญกับทั้งความปลอดภัยของแรงงานและผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐญี่ปุ่นมักส่งเสริมให้ใช้วิธีการที่ปลอดภัยและลดมลภาวะเช่นนี้ในโครงการรื้อถอนขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการของเสียจากการก่อสร้างและรื้อถอนที่เข้มงวด วัสดุอย่างคอนกรีต ไม้ และเหล็กจากการรื้อถอนต้องถูกแยกเก็บและนำไปรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลดปริมาณขยะที่ไปสู่หลุมฝังกลบและสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน แนวคิด Zero Emission หรือการไม่ก่อของเสียที่กำจัดไม่ได้ ได้รับการสนับสนุนในอุตสาหกรรมก่อสร้างของญี่ปุ่น ทำให้โครงการรื้อถอนหลายแห่งสามารถรีไซเคิลเศษวัสดุได้ในสัดส่วนสูง
ยุโรป
สหภาพยุโรป (EU) มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมในงานก่อสร้างและรื้อถอนเป็นหลัก มาตรการสำคัญคือ การจัดการเศษวัสดุก่อสร้างและรื้อถอน (Construction & Demolition Waste Management) โดยสหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกรีไซเคิลหรือใช้ซ้ำเศษวัสดุอย่างน้อย 70% ของน้ำหนักของเสียจากการก่อสร้างและรื้อถอน ตามDirective 2008/98/EC เรื่องของเสีย เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ในปี 2024 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก แนวทางปรับปรุงใหม่สำหรับการจัดการเศษวัสดุก่อสร้างและรื้อถอน โดยเน้นวิธีการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการใช้งานวัสดุซ้ำและรีไซเคิล และส่งเสริมประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
การตรวจสอบก่อนรื้อถอน: EU ได้ออก แนวทางการตรวจสอบอาคารก่อนการรื้อถอนและปรับปรุง (Pre-demolition Audit) เพื่อให้ผู้ประกอบการสำรวจล่วงหน้าถึงวัสดุและส่วนประกอบอาคารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตลอดจนตรวจหา สารอันตราย ในอาคาร เช่น แอสเบสตอส สารปรอท PCB ฯลฯ ก่อนการรื้อถอน ขั้นตอนนี้ทำให้สามารถวางแผน การรื้อถอนแบบเลือกสรร (Selective Demolition) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ แยกถอนเฉพาะส่วนที่ต้องการรื้อ โดยแยกวัสดุอันตรายออกอย่างปลอดภัยก่อน แล้วจึงค่อยรื้อถอนวัสดุทั่วไปเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป มาตรฐานนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อคนงานและสิ่งแวดล้อมจากสารพิษตกค้าง และเพิ่มปริมาณวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้
การจัดการขยะและรีไซเคิล: ประเทศยุโรปหลายประเทศมีระบบการจัดการขยะก่อสร้างที่ละเอียด ตั้งแต่การแยกขยะ ณ แหล่งกำเนิด การขนส่งที่มีระบบติดตาม (Waste Tracking) ไปจนถึงโรงงานรีไซเคิลเฉพาะทางสำหรับคอนกรีต โลหะ ไม้ และวัสดุอื่น ๆ แนวทางปฏิบัติที่ดีเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ใน European Construction & Demolition Waste Management Protocol ที่ออกโดยสมาคมรื้อถอนยุโรป (EDA) เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วสหภาพยุโรปปฏิบัติตาม เช่น การปรับปรุงกระบวนการขนส่งและเก็บขยะให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ การใช้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูงสำหรับคอนกรีต พลาสติก ฉนวน ฯลฯ และการรับรองคุณภาพวัสดุรีไซเคิลเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ
กฎหมายด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย: ในด้านความปลอดภัยขณะรื้อถอน ประเทศในยุโรปมีกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้นายจ้างต้องประเมินความเสี่ยงและวางแผนความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน (คล้าย OSHA) เช่น UK CDM Regulations (Construction Design and Management Regulations) ของสหราชอาณาจักร ที่บังคับให้มีการวางแผนงานรื้อถอนโดยผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเสถียรภาพโครงสร้าง และมีผู้จัดการความปลอดภัยควบคุมดูแล นอกจากนี้ มาตรฐานยุโรปยังครอบคลุมถึงการจำกัดระดับฝุ่นและเสียงในไซต์งานตามค่า Threshold Limit Values (TLVs) ที่กำหนด หากไซต์งานตั้งอยู่ในเขตเมือง ผู้รับเหมาจะต้องยื่นแผนควบคุมฝุ่นและเสียงต่อหน่วยงานท้องถิ่น โดยอาจรวมถึงการติดตั้งเครื่องฉีดน้ำลดฝุ่น, เครื่องวัดคุณภาพอากาศ ณ จุดเขตรั้วไซต์, และเวลาในการทำงานที่จำกัดเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน
โดยสรุป ประเทศในยุโรปให้ความสำคัญกับการทำให้งานรื้อถอนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อคนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรีไซเคิลวัสดุให้ได้มากที่สุด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่หลายประเทศยึดถือ
เทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่ในงานรื้อถอนภายในอาคาร
ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา งานรื้อถอนภายในอาคาร ให้มีความปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากเครื่องจักรก่อสร้างหนักแบบดั้งเดิม เช่น รถแบ็กโฮและเครนแล้ว ยังมีนวัตกรรมหลายอย่างที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมรื้อถอน ดังนี้:
- หุ่นยนต์รื้อถอนควบคุมระยะไกล: การใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลควบคุมด้วยรีโมทกำลังเป็นที่นิยมในการรื้อถอนพื้นที่อันตรายหรือคับแคบ เช่น ภายในโรงงานเคมีเก่าที่มีสารตกค้าง หรือพื้นที่โครงสร้างไม่มั่นคงจากเหตุไฟไหม้ หุ่นยนต์เหล่านี้ (เช่น ยี่ห้อ Brokk เป็นต้น) สามารถติดตั้งหัวเจาะ กระบวย หรือกรรไกรไฮดรอลิกเพื่อทุบคอนกรีตและตัดเหล็กเส้นได้ ผู้ปฏิบัติงานควบคุมจากระยะไกล ทำให้ ลดความเสี่ยงที่คนงานจะสัมผัสกับสภาวะอันตรายโดยตรง และเพิ่มความแม่นยำในการรื้อถอนในจุดที่เข้าถึงยาก หุ่นยนต์รื้อถอนยังช่วยแก้ปัญหาการทำงานในพื้นที่จำกัดที่เครื่องจักรใหญ่เข้าไม่ถึง และลดความเมื่อยล้าของแรงงานคนในการทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ผลคืองานเสร็จเร็วขึ้นและเกิดอุบัติเหตุน้อยลง นอกจากนี้ เทคโนโลยี เซ็นเซอร์และกล้อง 360° ที่ติดบนหุ่นยนต์ช่วยให้ผู้ควบคุมมองเห็นพื้นที่หน้างานแบบเรียลไทม์ เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น
- การใช้แบบจำลองข้อมูลอาคาร (BIM) ในการวางแผนรื้อถอน: ระบบ BIM (Building Information Modeling) ไม่ได้ใช้เฉพาะในการออกแบบและก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในการวางแผนงานรื้อถอนด้วย ผู้เชี่ยวชาญสามารถสร้างแบบจำลอง 3 มิติของอาคารโรงงานพร้อมรายละเอียดโครงสร้างและระบบต่าง ๆ จากนั้นใช้ BIM ในการวิเคราะห์ลำดับขั้นการรื้อถอนที่ปลอดภัย เช่น ระบุชิ้นส่วนใดควรถอดออกก่อน-หลัง หรือจำลองการตัดแยกระบบท่อและสายไฟฟ้าอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยง การใช้ BIM ช่วยให้ทีมงานมองเห็น “องค์ประกอบที่ซ่อนอยู่” เช่น คานเสริมที่ฝังในผนัง หรือระบบท่อใต้พื้น ซึ่งอาจไม่ทราบจากการสำรวจด้วยตาเปล่า ลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดคิดหน้างาน นอกจากนี้ BIM ยังสามารถใช้จำลองสถานการณ์ (4D Simulation) เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น หากรื้อส่วนนี้แล้ว โครงสร้างที่เหลือรับน้ำหนักไหวหรือไม่ หรือหากเกิดแรงสั่นจากการทุบบริเวณนี้จะกระทบส่วนอื่นอย่างไร เมื่อวางแผนในคอมพิวเตอร์จนรัดกุมแล้วจึงค่อยลงมือจริง ทำให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- เทคนิคควบคุมฝุ่นและคุณภาพอากาศ: ฝุ่นละอองจากงานรื้อถอน โดยเฉพาะฝุ่นละเอียด (PM2.5, PM10) และฝุ่นที่มีผลึกซิลิก้า เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนงานและชุมชนรอบข้าง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการควบคุมฝุ่นจึงถูกนำมาใช้มากขึ้น เช่น เครื่องพ่นละอองน้ำฝอย (Mist Cannons) ขนาดใหญ่ที่สามารถพ่นน้ำเป็นฝอยละเอียดยึดเกาะฝุ่นในอากาศแล้วตกลงพื้น ลดการฟุ้งกระจาย, โฟมสารลดฝุ่น ที่ฉีดเคลือบเศษวัสดุกองรวมเพื่อไม่ให้ฝุ่นปลิว, และ ระบบแรงดันอากาศลบ (Negative Pressure) สำหรับงานรื้อถอนภายในอาคารปิด โดยติดตั้งเครื่องดูดอากาศกรองฝุ่น (พร้อมแผ่นกรอง HEPA) สร้างความกดอากาศต่ำภายในพื้นที่งาน เพื่อไม่ให้ฝุ่นรั่วไหลออกไปภายนอก บางโครงการมีการติดตั้ง เซ็นเซอร์ตรวจวัดฝุ่นและแก๊สพิษแบบเรียลไทม์ รอบไซต์งาน เมื่อค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ควบคุมหยุดงานและดำเนินมาตรการเพิ่มเติม เช่น เพิ่มการพรมน้ำหรือปรับลดกิจกรรมก่อฝุ่นทันที มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปกป้องสุขภาพของผู้คน แต่ยังช่วยป้องกันอุปกรณ์และเครื่องจักรสำคัญในบริเวณใกล้เคียงไม่ให้เสียหายจากฝุ่นอีกด้วย
- การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Reuse & Recycling): แนวโน้ม Green Demolition หรือ การรื้อถอนเชิงอนุรักษ์ กำลังเติบโตในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก แทนที่จะรื้อถอนแล้วนำเศษวัสดุทั้งหมดไปทิ้งฝังกลบ ผู้รับเหมายุคใหม่จะพยายามคัดแยกและนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด เช่น การถอดชิ้นส่วนอาคารแบบถนอม (Deconstruction) เพื่อเก็บวัสดุสภาพดีไว้ใช้ซ้ำ เช่น คานเหล็ก แผ่นพื้นสำเร็จรูป ประตูหน้าต่างเหล็กดัด หรือไม้โครงหลังคา จากนั้นวัสดุที่เหลืออย่างคอนกรีตก็นำไปบดเป็นมวลรวม (aggregate) สำหรับงานถมและงานคอนกรีตใหม่ เหล็กเส้นนำไปหลอมใหม่ แผ่นยิปซัมหรือกระจกก็สามารถรีไซเคิลในอุตสาหกรรมของตนเองได้ แนวทางนี้นอกจากจะลดขยะลงหลุมฝังกลบแล้ว ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตวัสดุใหม่ ๆ อีกด้วย หลายโครงการตั้งเป้าหมาย “ศูนย์ขยะฝังกลบ” โดยร่วมมือกับโรงงานรีไซเคิลและองค์กรท้องถิ่น เช่น บริจาควัสดุบางส่วนให้โรงเรียนหรือชุมชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งนับเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและอาจได้รับคะแนนสนับสนุนในมาตรฐานอาคารเขียว (LEED) สำหรับเจ้าของอาคารที่ต้องการการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม
- ระบบติดตามและบริหารโครงการด้วยดิจิทัล: การใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการโครงการสมัยใหม่เข้ามาช่วยงานรื้อถอน ทำให้สามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินความเสี่ยง และควบคุมต้นทุนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เช่น แอปพลิเคชันมือถือที่คนงานสามารถรายงานสถานะงานหรืออุบัติเหตุเล็กน้อยแบบเรียลไทม์ไปยังผู้จัดการโครงการ, การใช้ โดรน บินสำรวจพื้นที่กองเศษวัสดุหรือโครงสร้างส่วนที่สูง เพื่อตรวจสอบสภาพโดยไม่ต้องเสี่ยงปีนเอง, รวมถึงการประชุมประสานงานผ่านวิดีโอคอลระหว่างทีมงานหน้างานกับวิศวกรผู้ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็ว แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการนำ IoT (Internet of Things) และ ระบบอัตโนมัติ มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยพร้อมกัน
สรุป
งานรื้อถอนภายในอาคาร และ งานคืนอาคาร ในบริบทของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นภารกิจที่ท้าทายและสำคัญยิ่งสำหรับเจ้าของอาคารและผู้เกี่ยวข้อง การดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิศวกรรม กฎหมายความปลอดภัย และเทคนิคเฉพาะทางในการจัดการสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ อย่างถูกต้อง การวางแผนงานอย่างละเอียด ตั้งแต่การสำรวจโครงสร้างขณะเดิม การขออนุญาตตามกฎหมาย การเตรียมมาตรการป้องกันอันตราย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยให้งานรื้อถอนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ผลที่ได้คือเจ้าของอาคารสามารถปรับปรุงหรือส่งมอบพื้นที่ได้ตรงตามเป้าหมาย หลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและอุบัติเหตุ ที่อาจเกิดจากการรื้อถอนที่ไม่ถูกวิธี
ในยุคที่ความยั่งยืนและความปลอดภัยเป็นหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรม การนำแนวปฏิบัติที่ดีจากทั้งไทยและต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในงานรื้อถอนจะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้ทันสมัยและรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น เจ้าของโรงงานควรให้ความสำคัญกับการเลือกผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อให้งานรื้อถอนภายในอาคารหรือการคืนอาคารของตน เป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด.
แหล่งอ้างอิง
- OSHA (USA) – Demolition Standards 29 CFR 1926 Subpart
- Omega LLC – “Advancing Demolition Technology” (2025) [ omega3llc.com ]
- Web Japan – “High-Tech Demolition Systems for High-Rises” (2013) [ web-japan.org ]
- European Demolition Association (EDA) – “EU Construction & Demolition Waste Protocol 2024 – Highlights” [ europeandemolition.org ]





